อาหารบิณฑบาตมื้อแรก

            ณ ป่ามะม่วง ชื่อ อนุปิยอัมพวัน พระองค์เสด็จไปประทับพักแรมในที่นั้น
เสวยสุขอันเกิดจากการบรรพชา โดยมิได้เสวยพระกระยาหารเลยตลอด ๗ วัน
ในวันที่ ๘ เสด็จออกจากป่ามะม่วง จาริกไปโดยลำดับ ถึงกรุงราชคฤห์ เสด็จเข้าไป
บิณฑบาตภายในพระนคร ประชาชนทั้งหลายได้ชมพระสิริโฉมของพระองค์
แล้วเกิดปีติโสมนัส


            จากนั้นพระองค์ทรงหยุดประทับ ณ หน้าผาอันร่มรื่นแห่งหนึ่ง   ทอดพระเนตร
อาหารในบาตร  เห็นว่าไม่สะอาด ไม่ประณีต เหมือนที่เคยเสวยในพระราชวัง
จึงประทานโอวาทแก่พระองค์เองว่า
            “ดูก่อนสิทธัตถะ  บัดนี้ท่านเป็นบรรพชิต  อยู่ในสมณสารูป
เที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงชีพ สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมเป็นไปตามปัจจัยที่ปรุงแต่งขึ้น
ดั่งอาหารบิณฑบาตนี้ ก็เปรียบประดุจดังธาตุที่ถูกนำมาปรุงแต่งเช่นเดียวกัน”
ครั้นให้โอวาทแก่พระองค์เองฉะนี้แล้ว  จึงเสวยภัตตาหารนั้น

            พระเจ้าพิมพิสาร ทรงทราบและบังเกิดศรัทธาในคุณสมบัติพระจริยาวัตร
เมื่อได้ตรัสสนทนาไต่ถามไปตามลำดับก็ทรงดำริในพระทัยว่า
            “ชะรอยเจ้าชายสิทธัตถะ จะมีความวิวาทบาดหมางกับพระประยูรญาติ
ด้วยเรื่องราชสมบัติเป็นแน่แท้”
จึงทรงรับสั่งขึ้นว่า
            “ข้าพเจ้าจะแบ่งสมบัติพร้อมทั้งแว่นแคว้นให้พระองค์กึ่งหนึ่ง ขอจงช่วยกันปกครองดูแลขอบขัณฑสีมา และประชาราษฏร์ให้ผาสุกด้วยกัน
ในประเทศนี้เถิด”

พระองค์ตรัสตอบพระเจ้าพิมพิสารและบอกความเป็นมาของพระองค์ว่า
           “อาตมภาพสละราชสมบัติแห่งพระเจ้าจักรพรรดิซึ่งกำลังจะมาถึง
ในไม่ช้านี้ออกผนวช เพื่อมุ่งหมายต่อพระสัมมาสัมโพธิญาณ”

พระเจ้าพิมพิสารได้สดับก็ตรัสอนุโมทนาแล้วทูลขอปฏิญญาว่า
           “ถ้าพระองค์ได้ บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ขอพระองค์เสด็จมา
เพื่อเทศนาโปรดข้าพเจ้าและชาวกรุงราชคฤห์ด้วยเถิด”

            ต่อจากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปศึกษาในสำนักของ อาฬารดาบส กาลามโคตร
และอุทกดาบส รามบุตร จนสำเร็จสมาบัติ ๗ และสมาบัติ ๘ โดยลำดับ