ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา

         ทรงเริ่มบำเพ็ญเพียรทุกรกิริยา ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมกันว่าจะเป็นหนทางที่ทำให้
ตรัสรู้ โดยกดพระทนต์ด้วยพระทนต์,  กดพระตาลุ(เพดานปาก) ด้วยพระชิวหา(ลิ้น),
ทรงผ่อนกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ, ทรงอดพระกระยาหาร จนพระวรกายเหี่ยวแห้ง
พระฉวี(ผิวพรรณ)เศร้าหมอง  มีพระอาการประชวรอ่อนเพลียอิดโรย จนหมดสติล้มลง

          ตสฺส มยฺห ราชกุมาร เอตทโหสิ ยนฺนูนาห ทนฺเตภิ ทนฺตมาธาย ชิวฺหาย ตาลุ
อาหจฺจ เจตสา จิตฺต อภินิคฺคณฺเหยฺย อภินิปฺปีเฬยฺย อภิสนฺตาเปยฺยนฺติ ฯ โส โข
อห ราชกุมาร ทนฺเตภิ ทนฺตมาธาย ชิวฺหาย ตาลุ อาหจฺจ เจตสา จิตฺต อภินิคฺคณฺหามิ
อภินิปฺปีเฬมิ อภิสนฺตาเปมิ ฯ ตสฺส มยฺห ราชกุมาร ทนฺเตภิ ทนฺตมาธาย ชิวฺหาย ตาลุ
อาหจฺจ เจตสา จิตฺต อภินิคฺคณฺหโต อภิปฺปีฬยโต อภิสนฺตาปยโต กจฺเฉหิ เสทา
มุจฺจนฺติ ฯ เสยฺยถาปิ ราชกุมาร พลวา ปุริโส ทุพฺพลตรปุริส สีเส วา คเหตฺวา ขนฺเธ วา
คเหตฺวา อภินิคฺคณฺเหยฺยํ อภินิปฺปีเฬยฺย อภิสนฺตาเปยฺย เอวเมว โข เม ราชกุมาร
ทนฺเตภิ ทนฺตมาธาย ชิวฺหาย ตาลุ อาหจฺจ เจตสา จิตฺต อภินิคฺคณฺหโต อภินิปฺปีฬยโต
อภิสนฺตาปยโต กจฺเฉหิ เสทา มุจฺจนฺติ ฯ อารทฺธ โข ปน เม ราชกุมาร วิริย โหติ
อสลฺลีน อุปฏฺิตา สติ อปฺปมฺมุฏฺา สารทฺโธ จ ปน เม กาโย โหติ อปฺปฏิปฺปสฺสทฺโธ
เตเนว ทุกฺขปฺปธาเนน ปธานาภิตุนฺนสฺส สโต ฯ เป ฯ (ม.ม. ๑๓/๔๙๕/๔๕๒)

          เมื่อฟื้นคืนสติ ทรงเห็นว่าผู้ที่ทำความเพียรด้วยการทรมานร่างกาย
ยิ่งกว่าเรานั้นไม่มี  เราปฏิบัติอุกฤษฏ์ถึงขนาดนี้แล้ว ยังไม่สามารถจะบรรลุ
พระโพธิญาณได้ ชะรอยหนทางแห่งการตรัสรู้คงจะเป็นหนทางอื่น มิใช่ทางนี้เป็นแน่


          ขณะนั้นพระอินทร์ทรงทราบความปริวิตกของพระมหาบุรุษ  จึงนำพิณทิพย์
สามสายมาดีดถวายให้พระโพธิสัตว์ได้สดับ

         เมื่อพระองค์ได้สดับเสียงพิณแล้ว ก็ทรงเปรียบเทียบการปฏิบัติกับพิณสามสายว่า
           “สายหนึ่งตึงนัก พอดีดไปหน่อยก็ขาด สายหนึ่งหย่อนนัก ดีดไม่มีเสียง
ส่วนอีกสายหนึ่งไม่ตึงนักไม่หย่อนนักพอปานกลาง จะมีเสียงดังไพเราะ”

         พระโพธิสัตว์ทรงถือเอาเสียงพิณนั้นเป็นนิมิตหมาย พิจารณาเห็นแจ้งว่า
            “มัชฌิมาปฏิปทา คือ การปฏิบัติเป็นกลางๆ ไม่ตึงนักไม่หย่อนนัก
คงจะเป็นหนทางแห่งการตรัสรู้แน่นอน”

          จึงตัดสินพระทัยที่จะบำเพ็ญเพียรทางจิตต่อไป และการบำเพ็ญเพียรทางจิตนั้น
บุคคลที่มีร่างกายไม่แข็งแรงทุพพลภาพเช่นเรานี้ไม่สามารถจะเจริญสมาธิได้
จึงได้เสวยพระกระยาหารบำรุงร่างกายให้มีกำลังก่อนแล้วจึงบำเพ็ญเพียร
ดังนั้น ในวันรุ่งขึ้นจึงทรงถือบาตรเที่ยวบิณฑบาตมาเสวยพระกระยาหารตามเดิม


          ฝ่ายปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในการปฏิบัติแบบทรมานร่างกาย
ครั้นเห็นพระองค์ทรงหันมาบริโภคอาหาร จึงเข้าใจว่า  พระองค์ทรงละความเพียร
เสียแล้ว จึงพากันหลีกหนีทิ้งพระองค์ให้ประทับอยู่ตามลำพัง