ทรงพระสุบินนิมิต

           ในยามราตรีของคืนวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ขณะที่พระบรมโพธิสัตว์บรรทมหลับ
จนเวลาใกล้รุ่ง ทรงสุบินนิมิต ๕ ประการ คือ


           ๑.ทรงสุบินนิมิตว่า นอนหงายบนพื้นปฐพี มีภูเขาหิมพานต์เป็นเขนย
พระพาหาซ้ายจมลงไปในมหาสมุทรทิศบูรพา พระพาหาขวาหยั่งลงไปในมหาสมุทร
ด้านทิศปัจฉิม และพระบาททั้งสองหยั่งลงไปในมหาสมุทรด้านทิศทักษิณ

           ๒.ทรงสุบินนิมิตว่า มีหญ้าแพรกเส้นหนึ่งงอกขึ้นจากพระนาภี(สะดือ)
สูงขึ้นไปถึงท้องฟ้า

           ๓.ทรงสุบินนิมิตว่า หมู่หนอนเป็นอันมากมีสีขาวบ้างสีดำบ้าง ไต่ขึ้นมาจาก
ปลายพระบาททั้งคู่ ปิดลำพระชงฆ์(แข้ง) ตลอดจนถึงพระชานุ(เข่า)

           ๔.ทรงสุบินนิมิตว่า ฝูงนก ๔ จำพวก มีสีต่างๆ กัน คือ สีเหลือง เขียว
แดงและสีดำ บินมาจากทิศทั้ง ๔ ลงมาหมอบแทบพระบาท แล้วกลับกลายเป็นสีขาว
ไปหมดทั้งสิ้น

           ๕.ทรงสุบินนิมิตว่า พระองค์เสด็จขึ้นไปเดินจงกรมบนยอดภูเขาที่เปรอะเปื้อน
เต็มด้วยมูตรคูถ(ปัสสาวะอุจจาระ)  แต่พระบาทของพระองค์ มิได้เปื้อน
ด้วยสิ่งเหล่านั้นเลย


           เมื่อทรงตื่นจากบรรทมแล้ว พระองค์ก็เริ่มพยากรณ์ไปตามลำดับว่า

              สุบินนิมิตข้อที่ ๑  เป็นนิมิตว่า พระองค์จะได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ
เป็นผู้เลิศในโลก ทั้ง ๓ ได้แก่ กามโลก  รูปพรหมโลก  และอรูปพรหมโลก

                สุบินนิมิตข้อที่ ๒  เป็นนิมิตว่า พระองค์จะได้ทรงประกาศพระธรรมเทศนา
อริยมรรคมีองค์ ๘ แก่เทวดา และมนุษย์ทั้งปวง

           สุบินนิมิตข้อที่ ๓  เป็นนิมิตว่า หมู่คฤหัสถ์ พราหมณ์และชนทั้งหลายที่นุ่งผ้าขาว
จะมาสู่สำนักของพระองค์และดำรงอยู่ในไตรสรณคมน์

           สุบินนิมิตข้อที่ ๔  เป็นนิมิตว่า วรรณะทั้ง ๔ เมื่อสละเพศฆราวาสมาบรรพชา
ในพระธรรมวินัย และจะได้บรรลุวิมุตติธรรมอันประเสริฐบริสุทธิ์หมดจดผ่องใส
โดยเท่าเทียมกัน

           สุบินนิมิตข้อที่ ๕  เป็นนิมิตว่า พระองค์จะบริบูรณ์ด้วยลาภสักการะ ที่ชาวโลก
ทั่วทุกทิศพากันนำมาถวายด้วยศรัทธาเลื่อมใส  แต่พระองค์มิได้มีพระทัยติดอยู่ใน
ลาภสักการะเหล่านั้นให้เป็นมลทินแม้แต่น้อย


           ตถาคตสฺส ภิกฺขเว อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปุพฺเพว สมฺโพธา อนภิสมฺพุทฺธสฺส
โพธิสตฺตสฺเสว สโต ปฺจ มหาสุปินา ปาตุรเหสุ กตเม ปฺจ ตถาคตสฺส ภิกฺขเว
อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปุพฺเพว สมฺโพธา อนภิสมฺพุทฺธสฺส โพธิสตฺตสฺเสว สโต
อย มหาปวี มหาสยน อโหสิ หิมวา ปพฺพตราชา พิมฺโพหน อโหสิ ปุรตฺถิเม สมุทฺเท
วาโม หตฺโถ โอหิโต อโหสิ ปจฺฉิเม สมุทฺเท ทกฺขิโณ หตฺโถ โอหิโต อโหสิ ทกฺขิเณ
สมุทฺเท อุโภ ปาทา โอหิตา อเหสุ ตถาคตสฺส ภิกฺขเว อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปุพฺเพว
สมฺโพธา อนภิสมฺพุทฺธสฺส โพธิสตฺตสฺเสว สโต อย ปโม มหาสุปิโน ปาตุรโหสิ ฯ


            ปุน จปร ภิกฺขเว ตถาคตสฺส อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปุพฺเพว สมฺโพธา
อนภิสมฺพุทฺธสฺส โพธิสตฺตสฺเสว สโต ติริยา นาม ติณชาติ นาภิยา อุคฺคนฺตฺวา นภ
อาหจฺจ ิตา อโหสิ ตถาคตสฺส ภิกฺขเว อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปุพฺเพว สมฺโพธา
อนภิสมฺพุทฺธสฺส โพธิสตฺตสฺเสว สโต อย ทุติโย มหาสุปิโน ปาตุรโหสิ ฯ


            ปุน จปร ภิกฺขเว ตถาคตสฺส อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปุพฺเพว สมฺโพธา
อนภิสมฺพุทฺธสฺส โพธิสตฺตสฺเสว สโต เสตา กิมี กณฺหสีสา ปาเทหิ อุสฺสกฺกิตฺวา ยาว
ชานุมณฺฑลา ปฏิจฺฉาเทสุ ตถาคตสฺส ภิกฺขเว อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปุพฺเพว
สมฺโพธา อนภิสมฺพุทฺธสฺส โพธิสตฺตสฺเสว สโต อย ตติโย มหาสุปิโน ปาตุรโหสิ ฯ


            ปุน จปร ภิกฺขเว ตถาคตสฺส อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปุพฺเพว สมฺโพธา
อนภิสมฺพุทฺธสฺส โพธิสตฺตสฺเสว สโต จตฺตาโร สกุณา นานาวณฺณา จตูหิ ทิสาหิ
อาคนฺตฺวา ปาทมูเล นิปติตฺวา สพฺพเสตา สมฺปชฺชึสุ ตถาคตสฺส ภิกฺขเว อรหโต
สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปุพฺเพว สมฺโพธา อนภิสมฺพุทฺธสฺส โพธิสตฺตสฺเสว สโต อย จตุตฺโถ
มหาสุปิโน ปาตุรโหสิ ฯ


            ปุน จปร ภิกฺขเว ตถาคโต อรห สมฺมาสมฺพุทฺโธ ปุพฺเพว สมฺโพธา
อนภิสมฺพุทฺโธ โพธิสตฺโตว สมาโน มหโต มิฬฺหปพฺพตสฺส อุปรูปริ จงฺกมติ
อลิปฺปมาโน มิเฬฺหน ตถาคตสฺส ภิกฺขเว อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปุพฺเพว สมฺโพธา
อนภิสมฺพุทฺธสฺส โพธิสตฺตสฺเสว สโต อย ปฺจโม มหาสุปิโน ปาตุรโหสิ ฯ
(องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๑๙๖/๒๖๗)

           เมื่อพระองค์ทรงทำนายสุบินนิมิตดังนี้แล้ว ทรงทำสรีรกิจส่วนพระองค์เสร็จแล้ว
เสด็จไปประทับนั่งพักผ่อนพระอิริยาบถ ณ โคนต้นไทรใหญ่ ซึ่งไม่ไกลจากที่นั้น