ตรัสรู้

           พระบรมโพธิสัตว์ ทรงกำจัดหมู่มารจนพ่ายแพ้หลบหนีไปจนหมดสิ้น
ก็บังเกิดความเบิกบานพระทัย แล้วทรงเจริญสมาธิภาวนา ตั้งพระทัยมั่น
ทำสมาบัติ ๘ ประการ ให้เกิดขึ้นแล้ว ทรงบรรลุญาณอันเป็นปัญญาตามลำดับ
ในปฐมยามทรงบรรล  บุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกอดีตชาติย้อนหลัง
ที่พระองค์ทรงเคยบังเกิดมาแล้วได้ทั้งสิ้น

           โส เอว สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อนงฺคเณ วิคตูปกฺกิเลเส มุทุภูเต
กมฺมนิเย ิเต อาเนฺชปฺปตฺเต ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติาณาย จิตฺต อภินินฺนาเมสึ ฯ โส
อเนกวิหิต ปุพฺเพนิวาส อนุสฺสรามิ เสยฺยถีท เอกมฺปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ฯเปฯ อิติ
สาการ สอุทฺเทส อเนกวิหิต ปุพฺเพนิวาส อนุสฺสรามิ ฯ (ม.ม. ๑๓/๕๐๖/๔๖๐)



           ครั้นเวลาล่วงเข้าสู่มัชฌิมยาม ทรงบรรลุ  จุตูปปาตญาณ
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทิพพจักขุญาณ   สามารถหยั่งเห็นการเวียนว่ายตายเกิด
ของสรรพสัตว์ ทั้งสัตว์ชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง ทั้งในทุคติและสุคติตามสมควรแก่กุศล
และอกุศลที่ตนได้ทำไว้ เปรียบเสมือนคนที่อยู่บนที่สูงใกล้ทาง ๔ แพร่ง
สามารถมองเห็นหมู่ชนที่สัญจรไปมาจากที่ต่างๆ ได้

           โส เอว สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อนงฺคเณ วิคตูปกฺกิเลเส มุทุภูเต
กมฺมนิเย ิเต อาเนฺชปฺปตฺเต สตฺตาน จุตูปปาตาณาย จิตฺต อภินินฺนาเมสึ ฯ โส
ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสามิ จวมาเน อุปปชฺชมาเน
หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ฯเปฯ ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานามิ ฯ
(ม.ม. ๑๓/๕๐๗/๔๖๐)


           เวลารุ่งปัจฉิมยาม พระบรมโพธิสัตว์ก็ทรงบรรลุ อาสวักขยญาณ
ดับสูญสิ้นอาสวกิเลส

           โส เอว สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อนงฺคเณ วิคตูปกฺกิเลเส มุทุภูเต
กมฺมนิเย ิเต อาเนฺชปฺปตฺเต อาสวาน ขยาณาย จิตฺต อภินินฺนาเมสึ ฯ โส อิท
ทุกฺขนฺติ ยถาภูต อพฺภฺาสึ ฯเปฯ อย ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูต
อพฺภฺาสึ อิเม อาสวาติ ยถาภูต อพฺภฺาสึ ฯเปฯ อย อาสวนิโรธคามินี ปฏิปทาติ
ยถาภูต อพฺภฺาสึ ฯ ตสฺส เม เอว ชานโต เอว ปสฺสโต กามาสวาปิ จิตฺต วิมุจฺจิตฺถ
ภวาสวาปิ จิตฺต วิมุจฺจิตฺถ อวิชฺชาสวาปิ จิตฺต วิมุจฺจิตฺถ วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ
าณ อโหสิ ขีณา ชาติ วุสิต พฺรหฺมจริย กต กรณีย นาปร อิตฺถตฺตายาติ
อพฺภฺาสึ ฯ (ม.ม. ๑๓/๕๐๘/๔๖๑)

       ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญู ในวันวิสาขปุณณมี ขึ้น ๑๕ ค่ำ ดิถีเพ็ญกลางเดือน ๖
ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี


           ขณะนั้น เหตุมหัศจรรย์ต่าง ๆ มีมหาปฐพีเป็นต้นก็เกิดกัมปนาทหวั่นไหว
สั่นสะเทือนทั่วพิภพ

           ปุน จปร อานนฺท ยทา ตถาคโต อนุตฺตร สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุชฺฌติ ตทาย
ปวี กมฺปติ สกมฺปติ สมฺปกมฺปติ อย อานนฺท ปฺจโม เหตุ ปฺจโม ปจฺจโย มหโต
ภูมิจาลสฺส ปาตุภาวาย ฯ (องฺ.อฏฺฐก.๒๓/๑๖๗/๓๒๓)

            มหาสาครก็ตีฟองคะนองคลื่นดื่นดาดศัพท์สำเนียงเสียงโครมครึกกึกก้อง
สัตว์ต่างๆ ในไพรสณฑ์  ก็พากันส่งเสียงร้องร่าเริงแจ่มใส  สัตว์ที่เคยเป็นศัตรู
คู่อริกันก็กลับกลายเป็นมิตรสนิทสนมมีเมตตาต่อกัน ฝูงนกนานาชนิดก็บินร่อนเริงร่า
ดาดาษกลาดเกลื่อนท้องฟ้าสุดที่จะพรรณนา   บรรดาพฤกษาชาติในราวป่าพณาสณฑ์
ตลอดจนทิพยพฤกษาลดาในเทวอุทยาน   ก็บันดาลผลิดอกออกผลเกลื่อนกล่น
ทั่วทุกกิ่งก้าน  ล้วนแต่เป็นเหตุมหัศจรรย์ครั้งยิ่งใหญ่

           พระสัพพัญญูพุทธเจ้า ยังคงประทับ ณ รัตนบัลลังก์ นั้นเสวยวิมุตติสุข
ทรงเข้าสมาบัติอนุปุพพวิหาร ๙ คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธ ๑

           ครั้นล่วง ๗ วัน พระองค์เสด็จลงจากรัตนบัลลังก์ เสด็จดำเนินไปทาง
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิ์   แล้วประทับยืนทอดพระเนตร
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยไม่กระพริบพระเนตร เป็นการระลึกถึงคุณของต้นพระศรีมหาโพธิ์
อันเป็นสถานที่ตรัสรู้พระสัจธรรมอันประเสริฐบริสุทธิ์ สถานที่นี้มีชื่อเรียกว่า
“อนิมิสเจดีย์”

           ครั้นล่วง ๗ วัน พระองค์เสด็จจากอนิมิสเจดีย์มาประทับหยุดอยู่ระหว่าง
ต้นศรีมหาโพธิ์ กับอนิมิสเจดีย์ แล้วทรงเนรมิตสถานที่จงกรมขึ้น ณ ที่นั้น
เสด็จจงกรมอยู่เป็นเวลา ๗ วัน สถานที่นั้นได้นามว่า “รัตนจงกรมเจดีย์”

           ครั้นล่วง ๗ วัน พระองค์เสด็จไปสู่รัตนฆรเจดีย์  ซึ่งเทวดาเนรมิตเรือนแก้ว
ขึ้นถวายในทิศพายัพแห่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงประทับนั่งสมาธิในเรือนแก้ว
พิจารณาพระธรรมที่ตรัสรู้     เมื่อพระองค์ทรงพิจารณาพระอภิธรรมถึงมหาปัฏฐาน
ซึ่งมีปัจจัย ๒๔ ขณะนั้นพระฉัพพรรณรังสี คือพระรัศมีที่เปล่งออกจากพระวรกาย
เป็นลำแสงประกอบด้วยสี ๖ สี  พระรัศมีเหล่านี้แผ่ซ่านจากพระวรกายเป็นสายรุ้ง
แวดล้อมไปโดยรอบ ครอบงำแสงสุริยาจนเศร้าหมองดุจแสงหิ่งห้อย
ทรงพิจารณาธรรมอยู่ ณ เรือนแก้วนั้นตลอดระยะเวลา ๗ วัน