ยสกุลบุตรออกบวช

           ในเมืองพาราณสีมีกุลบุตรคนหนึ่งชื่อว่า ยสะ เป็นบุตรของมหาเศรษฐี
ได้รับการบำรุงบำเรอด้วยสตรีประโคมขับกล่อม  คืนวันหนึ่ง  ยสะตื่นขึ้นมาในยามดึก
มองเห็นอาการวิปริตต่างๆนานาของหญิงบำเรอเหล่านั้น ราวกับว่าอยู่ท่ามกลางป่าช้า
ผีดิบ  รู้สึกสลดสังเวชใจ จึงเปล่งอุทานว่า “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ”
พร้อมกับเดินออกจากปราสาทไปอย่างไม่มีจุดหมาย บังเอิญทางที่ไปมุ่งไปสู่ป่า
อิสิปตนมฤคทายวัน

           พระบรมศาสดาเสด็จจงกรมอยู่  ได้สดับเสียงยสะเดินบ่นพึมพำมา  จึงตรัสเรียก
“ยสะ ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง”

            อถโข ยโส กุลปุตฺโต ภควโต อวิทูเร อุทาน อุทาเนสิ อุปทฺทูต วต โภ
อุปสฺสฏฺ วต โภติ ฯ อถโข ภควา ยส กุลปุตฺต เอตทโวจ อิท โข ยส อนุปทฺทูต
อิท อนุปสฺสฏฺ เอหิ ยส นิสีท ธมฺม เต เทเสสฺสามิ ฯ (วิ.ม. ๔/๒๖/๓๐)


พร้อมกับทรงแสดงพระธรรมเทศนา“อนุปุพพิกถา” และทรงแสดง
“สามุกกังสิกาเทสนา (อริยสัจ ๔)”แก่ยสะกุลบุตร เมื่อจบพระธรรมเทศนา ยสกุลบุตรได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันในพระพุทธศาสนา

           ฝ่ายเศรษฐีออกติดตามหาบุตรชาย ได้พบพระพุทธองค์  พระพุทธองค์ได้ทรง
แสดงพระธรรมเทศนาอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ โปรดท่านเศรษฐี

           เมื่อจบพระธรรมเทศนา ท่านเศรษฐีก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคล
แล้วแสดงตนเป็นอุบาสก ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต นับเป็น
“เตวาจิกอุบาสก” คืออุบาสกคนแรกที่ขอถึงพระรัตนตรัยครบทั้ง ๓
คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะตลอดชีวิต

           ขณะที่พระบรมศาสดาแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ โปรดท่านเศรษฐีอยู่นั้น
ยสะได้สดับซ้ำเป็นครั้งที่ ๒ พร้อมกับพิจารณาภูมิธรรมตามกระแสพระธรรมเทศนา
จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในที่นั้น นับว่าเป็น
พระอรหันต์องค์แรกที่อยู่ในเพศฆราวาส

           หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่พระยสะแล้ว
พระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระยสะได้เสด็จไปยังเรือนของเศรษฐี  มารดาและภรรยาเก่า
ของพระยสะเข้าเฝ้า พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมโปรดให้สตรีทั้ง ๒

           เมื่อจบพระธรรมเทศนา สตรีทั้งสองก็ได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบัน
แสดงตนเป็นอุบาสิกา  ได้ชื่อว่าเป็นอุบาสิกาสองคนแรกที่ถึงพระรัตนตรัย

           ยังมีสหายของพระยสะอีก ๔ คนล้วนเป็นบุตรเศรษฐี และ ๕๐ คน
เป็นชาวชนบท ได้ทราบว่าพระยสะออกบวช จึงปรึกษากันว่า   การออกบวช
ของพระยสะนี้คงจะมีเหตุผล  แล้วพากันไปหาพระยสะที่ป่าอิสิปตมฤคทายวัน

           พระยสะพาเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา   สหายเหล่านั้นได้ฟังพระธรรมเทศนา
เกิดดวงตาเห็นธรรม    แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบท  พระพุทธองค์ได้ประทาน
เอหิภิกขุอุปสัมปทา

           และต่อมาได้ฟัง “โอวาทานุศาสน์” จากพระพุทธองค์ ก็ได้บรรลุ
เป็นพระอรหันต์ด้วยกันทั้งสิ้น

           เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ พระพุทธองค์ทรงส่ง
ภิกษุสงฆ์ทั้ง ๖๐ รูป ซึ่งเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดออกไปประกาศเผยแพร่พระพุทธศาสนา

        จากนั้นพระพุทธองค์เสด็จจากป่าอิสิปตนมฤคทายวัน มุ่งสู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม
ในระหว่างทางเสด็จเข้าไปประทับพักผ่อนใต้ร่มไม้ในไร่ฝ้ายแห่งหนึ่ง ขณะนั้นมี
พระราชกุมาร ๓๐ พระองค์ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าโกศลราช ณ กรุงสาวัตถี
และร่วมพระราชบิดาเดียวกันกับพระปเสนทิโกศลราชกุมาร มีนามเป็นที่รู้จักกันดีว่า
“ภัททวัคคีย์” เพราะทุกพระองค์มีรูปงาม

         พระราชกุมารเหล่านี้ พาภรรยาประพาสป่าหาความสำราญ แต่ราชกุมารองค์หนึ่ง
ไม่มีภรรยาจึงนำหญิงแพศยามาเป็นคู่เที่ยว หญิงนั้นเห็นพระราชกุมารประมาทเผอเรอ
จึงลักขโมยเอาเครื่องประดับหนีไป พระราชกุมารทั้งหลายจึงพากันออกติดตาม
จนได้มาพบพระพุทธองค์

        พระพุทธองค์ตรัสว่า “เธอจะตามหาหญิงหรือตามหาตนเอง”
แล้วทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔

        ตํ กึ มฺถ โว กุมารา กตม นุ โข ตุมฺหาก วร ย วา ตุมเห อิตฺถึ คเวเสยฺยาถ
ย วา อตฺตาน คเวเสยฺยาถาติ ฯ เอตเทว ภนฺเต อมฺหาก วร ย มย อตฺตาน
คเวเสยฺยามาติ ฯ เตนหิ โว กุมารา นิสีทถ ธมฺม โว เทเสสฺสามีติ ฯ (วิ.ม. ๔/๓๖/๔๓)

        พระราชกุมารทั้งหมดบรรลุธรรมาภิสมัย คือ ที่บรรลุพระโสดาบันก็มี ที่บรรลุ
พระสกทาคามีก็มี พระพุทธองค์ได้ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา แล้วส่งไปประกาศ
พระศาสนา