เสด็จดาวดึงส์เทวโลก

          พระพุทธองค์ทรงย่างพระบาทเหยียบเหนือยอดเขายุคันธรและเขาอิสิคิลิ
เข้าสู่ดาวดึงส์ประทับนั่งบนบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ภายใต้ต้นปาริฉัตร เพื่อประทาน
พระสัทธรรมเทศนาสนองคุณแด่พระพุทธมารดา



          ครั้งพระพุทธองค์ทอดพระเนตรมิได้เห็นพระพุทธมารดา จึงทรงมีพระดำรัสขึ้นว่า
“ขอพระมารดาเสด็จเข้ามาประทับใกล้ๆ ตถาคตจะแสดงธรรมโปรด”
พระพุทธมารดาจึงได้เสด็จมาเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ฟังพระธรรมเทศนาตลอดพรรษา
(ตลอดระยะเวลา ๓ เดือนที่เสด็จขึ้นมาจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เทวโลก)
ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน สมดังที่ทรงพระอุตสาหะเสด็จมา


เสด็จลงจากเทวโลก


          ครั้นถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เพ็ญเดือน ๑๑ พระบรมศาสดา จึงตรัสแก่พวกเทวดาว่า
จะลงไปยังมนุษยโลกในวันรุ่งขึ้น ท้าวสักกเทวราชจึงได้เนรมิตบันไดทิพย์ ๓ บันได
คือบันไดทอง บันไดเงิน บันไดแก้ว พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงปาฏิหาริย์เป็นอัศจรรย์
บันดาลเปิดโลกทั้ง ๓ คือ โลกสวรรค์ โลกมนุษย์ และนรก ให้มองเห็นกัน


          จากนั้นพระพุทธองค์ก็เสด็จลงจากดาวดึงส์สู่เมืองสังกัสสนครทางบันไดแก้ว
โดยมีเหล่าเทพยดาตามส่งเสด็จทางบันไดทอง เหล่าพรหมตามส่งเสด็จทางบันไดเงิน
ปัญจสิขรคนธรรพ์เทพบุตร ทรงพิณขับร้องมาในเบื้องหน้า ท้าวสันดุสิตเทวราช
กับท้าวสุยามเทวราชทรงทิพย์จามรีถวายทั้ง ๒ ข้าง ท้าวมหาพรหมทรงทิพย์เศวตฉัตร
กั้นถวาย ท้าวโกสีย์อมรินทราธิราชประคองบาตรนำเสด็จพระบรมศาสดาเหล่ามหาชน
ที่รอรับเสด็จต่างพนมมือถวายอภิวาทพร้อมส่งเสียงแซ่ซ้องสาธุการโดยถ้วนหน้า
ด้วยความปลื้มปีติโสมนัส พากันใส่บาตรพระผู้มีพระภาคเจ้า
ชาวพุทธถือเอาเหตุการณ์นี้จึงได้ทำบุญตักบาตรที่เรียกว่า “เทโวโรหนะ”